ภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน คลอนแคลน อาศัยมิตรชั่ว ถูกคลื่น (อดทนต่อคำสอนไม่ได้) ท่วมทับ ย่อมจมลงในห้วงน้ำใหญ่

อุทฺธโต จปโล ภิกฺขุ มิตฺเต อาคมฺม ปาปเก สํสีทติ มโหฆสฺมึ อุมฺมิยา ปฏิกุชฺชิโต

อุทฺธโต จปโล ภิกฺขุ     มิตฺเต อาคมฺม ปาปเก
สํสีทติ มโหฆสฺมึ     อุมฺมิยา ปฏิกุชฺชิโต.

[คำอ่าน]

อุด-ทะ-โต, จะ-ปะ-โล, พิก-ขุ…..มิด-เต, อา-คำ-มะ, ปา-ปะ-เก
สัง-สี-ทะ-ติ, มะ-โห-คัด-สะ-หมิง…..อุม-มิ-ยา, ปะ-ติ-กุด-ชิ-โต

[คำแปล]

“ภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน คลอนแคลน อาศัยมิตรชั่ว ถูกคลื่น (อดทนต่อคำสอนไม่ได้) ท่วมทับ ย่อมจมลงในห้วงน้ำใหญ่.”

(อญฺญาโกณฺฑญฺญเถร) ขุ.เถร. 26/366.

ภิกษุผู้ฟุ้งซ่านและคลอนแคลน คือผู้ที่มีจิตใจไม่สงบและไม่นิ่ง จิตใจฟุ้งซ่านไปตามกิเลสและความปรารถนาต่างๆ ส่งผลให้ไม่มีความมั่นคงในการปฏิบัติธรรม ความฟุ้งซ่านนี้ทำให้จิตใจของภิกษุไม่สามารถที่จะตั้งมั่นอยู่ในธรรมะได้อย่างแท้จริงและต่อเนื่อง จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาตนเองไปสู่การหลุดพ้น

การอาศัยมิตรชั่วหมายถึงการที่ภิกษุผู้ฟุ้งซ่านนั้นคบหากับบุคคลที่ไม่ดี มิตรชั่วเหล่านี้มีอิทธิพลในทางลบต่อจิตใจและพฤติกรรมของภิกษุ ทำให้ภิกษุมีแนวโน้มที่จะลุ่มหลงและหลงผิดไปในทางที่ผิดจากธรรมะ การคบหากับมิตรชั่วจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ภิกษุห่างไกลจากการบรรลุธรรมและสร้างความทุกข์ให้กับตนเอง

คำว่า “ถูกคลื่นท่วมทับ” หมายถึง ไม่สามารถอดทนต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าหรืออุปัชฌาย์อาจารย์ได้ เมื่อภิกษุไม่สามารถอดทนต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าหรืออุปัชฌาย์อาจารย์ได้ ก็หมายความว่าภิกษุนั้นไม่สามารถยึดมั่นและปฏิบัติตามธรรมะได้อย่างเต็มที่ คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางในการพัฒนาจิตใจและการหลุดพ้นจากทุกข์ แต่ถ้าภิกษุไม่สามารถอดทนต่อคำสอนนั้นได้ ก็จะทำให้ภิกษุนั้นไม่สามารถปฏิบัติธรรมให้บรรลุผลได้

ภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน คลอนแคลน อาศัยมิตรชั่ว ไม่สามารถอดทนต่อคำสอนดังกล่าว ย่อมมีแนวโน้มที่จะจมลงในห้วงน้ำใหญ่ ห้วงน้ำใหญ่นี้คือการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ภิกษุผู้มีลักษณะดังกล่าวแล้วนั้น ย่อมไม่สามารถที่จะล่วงพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารไปได้

ดังนั้น กุลบุตรผู้บรรพชาอุปสมบทเข้ามาเป็นภิกษุในพุทธศาสนาแล้ว จะต้องสำรวมกาย วาจา ใจ รักษาจิตของตนไม่ให้ฟุ้งซ่าน ไม่ให้หวั่นไหวคลอนแคลนไปตามกิเลส และอดทนต่อคำสอนของอุปัชฌาย์อาจารย์ให้ได้ จึงจะสามารถอยู่จบพรหมจรรย์สำเร็จเป้าหมายของการอุปสมบทได้.