ทุฏฺโฐปิ พหุ ภาสยิ “คนโกรธแล้ว มักจะพูดมาก”
ทุฏฺโฐปิ พหุ ภาสยิ.
[คำอ่าน : ทุด-โถ-ปิ, พะ-หุ, พา-สะ-ยิ]
“คนโกรธแล้ว มักจะพูดมาก”
(ขุ.ชา.ทฺวาทส. 27/339)
ธรรมดาของผู้ที่ถูกความโกรธเข้าครอบงำ จิตใจย่อมร้อนรุ่ม ขุ่นมัว และเดือดดาล ทำให้ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ความโกรธนั้นเปรียบเสมือนไฟที่ลุกไหม้ในใจ ทำให้คำพูดและการแสดงออกเปลี่ยนไป คนที่โกรธมักจะพูดมากกว่าปกติ เพื่อระบายอารมณ์ในใจออกมา ซึ่งถ้อยคำที่พูดออกมาในขณะนั้นก็มักเป็นคำที่ไม่เหมาะสม เป็นคำกระทบกระทั่ง หรือแม้แต่คำหยาบคายที่ไม่ควรจะเอ่ยออกมาเลย
บ่อยครั้งเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรนำไปใส่ใจให้มาก แต่เมื่อจิตใจตกอยู่ในอำนาจของความโกรธ ก็สามารถพูดขยายความเรื่องนั้นให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย บางครั้งก็พูดไม่หยุด ต่อความยาวสาวความยืดจนเรื่องยิ่งบานปลาย นี่คืออันตรายของความโกรธที่ไม่ได้รับการควบคุม ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายความสงบสุขของตนเอง แต่ยังส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่นอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ การรู้จักควบคุมตนเองในยามโกรธจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หนทางหนึ่งที่ช่วยระงับความโกรธได้คือ การฝึกใจให้เย็น มีสติรับรู้และไม่ปล่อยให้ความโกรธเข้ามามีอำนาจเหนือจิตใจ ขันติ หรือความอดทน อดกลั้น เป็นคุณธรรมสำคัญที่ควรฝึกไว้เสมอ เพื่อเป็นเกราะป้องกันความโกรธไม่ให้ครอบงำใจจนเกินไป
นอกจากนี้ ควรมีเมตตาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่เสมอ เมื่อมีเมตตาต่อผู้อื่น ก็จะสามารถให้อภัยกันได้ง่ายขึ้น ไม่ถือโทษโกรธเคืองต่อความผิดพลาดเล็กน้อย หรือคำพูดที่ไม่เจตนาของผู้อื่น การฝึกให้ใจมีเมตตานี้เปรียบเสมือนการรดน้ำต้นไม้แห่งความสงบสุขให้เติบโตในใจเราเอง
ดังนั้น อย่าปล่อยให้จิตใจของตนตกอยู่ในอำนาจของความโกรธเลย เพราะความโกรธนั้นไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งดีงาม มีแต่จะสร้างปัญหาและความเสียหายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จงฝึกตนให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตน มีสติระลึกเสมอว่า ความสงบภายในใจนั้นเป็นสิ่งมีค่ากว่าการเอาชนะด้วยวาจาหรืออารมณ์ชั่ววูบ.