น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ

น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ

น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ.

[คำอ่าน : นะ, ตัง, กำ-มัง, กะ-ตัง, สา-ทุ, ยัง, กัด-ตะ-วา, อะ-นุ-ตับ-ปะ-ติ]

“ทำกรรมใดแล้วร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นไม่ดี”

(สํ.ส. 15/81, ขุ.ธ. 25/23)

กรรมทุกอย่างที่เรากระทำลงไป ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ย่อมไม่สูญหายไปไหนเลย แต่จะสะสมและติดตามให้ผลแก่ผู้กระทำนั้นในวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน การที่กรรมจะให้ผลดีหรือร้ายนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของกรรมที่ได้กระทำไป หากเป็นกรรมดี ก็ย่อมให้ผลที่ดี หากเป็นกรรมชั่ว ก็ย่อมให้ผลเป็นความทุกข์

กรรมชั่วที่ให้ผลเป็นความเดือดเนื้อร้อนใจในภายหลังนั้น เรียกว่า ทุจริตกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กายทุจริต คือ การกระทำที่ผิดทางกาย เช่น การฆ่า การลักทรัพย์ วจีทุจริต คือ การพูดเท็จ พูดคำหยาบ ส่อเสียด หรือเพ้อเจ้อ และมโนทุจริต คือ การคิดร้าย อิจฉาริษยา หรือมีความเห็นผิดจากคลองธรรม

ผู้ที่ประกอบกรรมอันเป็นทุจริตดังกล่าว ย่อมจะได้รับผลของกรรมชั่วในภายหลัง ซึ่งจะมาในรูปแบบของความทุกข์ทางกายหรือทางใจ เช่น ความวิตกกังวล ความเดือดร้อนจากผลแห่งการกระทำของตนเอง หรือแม้แต่การสูญเสียโอกาสและความสุขในชีวิต กรรมชั่วเหล่านี้เปรียบเสมือนไฟที่เผาผลาญใจผู้กระทำให้ร้อนรุ่มไม่มีความสงบสุข

หากไม่ปรารถนาความเดือดร้อนในภายหลัง เราทั้งหลายควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นทุจริตทั้งหลายเสีย และหันมาสร้างกรรมดี คือ สุจริตกรรมทั้ง 3 ได้แก่ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ชอบ การพูดที่ถูกต้อง และการคิดที่บริสุทธิ์ ซึ่งจะนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และผลดีแก่ตนเอง

การดำเนินชีวิตโดยยึดมั่นในกรรมดี และหลีกเลี่ยงกรรมชั่ว จึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยและประเสริฐที่สุด เป็นกรรมที่นำมาซึ่งความสุขในปัจจุบัน และยังเป็นการปูทางไปสู่อนาคตที่ร่มเย็น มีชีวิตที่สงบสุข และเป็นเหตุนำไปสู่สุคติในภพหน้าอีกด้วย.