ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ.
[คำอ่าน : ตัน-จะ, กำ-มัง, กะ-ตัง, สา-ทุ, ยัง, กัด-ตะ-วา, นา-นุ-ตับ-ปะ-ติ]
“ทำกรรมใดแล้วไม่เดือดร้อนใจภายหลัง กรรมที่ทำแล้วนั้นแล เป็นดี”
(สํ.ส. 15/81, ขุ.ธ. 25/23)
ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา “กรรม” หมายถึง การกระทำที่เกิดจากเจตนา ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดผลตามมาในอนาคต กรรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ กุศลกรรม และ อกุศลกรรม กุศลกรรม หมายถึง การกระทำที่เป็นบุญ เป็นความดีงาม มีเจตนาบริสุทธิ์ เช่น การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา และการมีเมตตาต่อผู้อื่น กุศลกรรมนี้จะนำผู้กระทำไปสู่ความสุขและความเจริญ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ในทางตรงข้าม อกุศลกรรม คือ การกระทำที่ไม่ดี เป็นบาป เกิดจากเจตนาอันเศร้าหมอง เช่น การฆ่าสัตว์ ลักขโมย พูดเท็จ คิดร้าย หรือมีความโลภ โกรธ หลง กรรมเหล่านี้เป็นเหตุนำไปสู่ความทุกข์ ความเสื่อม และความฉิบหายทั้งแก่ผู้กระทำและผู้เกี่ยวข้อง แม้อาจไม่มีผลในทันที แต่ในระยะยาวจะส่งผลให้จิตใจรุ่มร้อน วุ่นวาย และได้รับผลกรรมที่ไม่พึงปรารถนาในที่สุด
ผู้มีปัญญาย่อมใคร่ครวญถึงผลแห่งการกระทำเสมอ ว่า “กรรมนี้จะนำมาซึ่งผลอย่างไรในภายหลัง” หากการกระทำนั้นไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และยิ่งหากเป็นกรรมที่นำไปสู่ความสุข ความร่มเย็น ก็ถือว่าเป็นกุศลกรรมที่ควรทำอย่างยิ่ง เราควรเลือกทำกรรมเช่นนั้น เพราะกรรมนั้นจะกลับมาเป็นแรงส่งให้ชีวิตเราดีขึ้นในทุกด้าน
ในทางกลับกัน การกระทำใดที่มีผลเป็นการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นในทางใดทางหนึ่ง หรือทำให้เกิดความทุกข์ใจ ความแตกแยก หรือความเดือดร้อนในภายหลัง กรรมนั้นย่อมถือเป็นอกุศล ไม่ควรกระทำ เพราะกรรมนั้นจะส่งผลเสียในระยะยาว และเป็นการสะสมเชื้อแห่งทุกข์ในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ การเลือกกระทำแต่กรรมที่บริสุทธิ์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น จึงเป็นหนทางแห่งชีวิตที่ดีที่สุด ผู้ที่หมั่นสังวร รู้จักระวังคำพูด ความคิด และการกระทำ ย่อมไม่หลงไปสร้างอกุศลกรรมโดยไม่รู้ตัว และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสงบเย็น ก้าวหน้า และมีความสุขอย่างแท้จริง ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
ดังนั้น เราควรใคร่ครวญก่อนลงมือทำเสมอว่า “สิ่งที่เราทำนั้น จะส่งผลเช่นไร” ถ้ากรรมนั้นไม่ก่อทุกข์ ไม่สร้างความเดือดร้อนในภายหลัง ก็จงทำกรรมนั้นเถิด เพราะนั่นคือเส้นทางแห่งความสุขที่ยั่งยืน.