ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ “บุญ นำความสุขมาให้ ในเวลาสิ้นชีวิต”
ปุญฺญํ สุขํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ.
[คำอ่าน : ปุน-ยัง, สุ-ขัง, ชี-วิ-ตะ-สัง-ขะ-ยำ-หิ]
“บุญ นำความสุขมาให้ ในเวลาสิ้นชีวิต”
(ขุ.ธ. 25/59)
คำว่า “บุญ” หมายถึงความดี ความบริสุทธิ์ หรือพฤติกรรมที่ส่งผลให้จิตใจผ่องใส เช่น การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา เมื่อบุคคลได้สั่งสมบุญมาตลอดชีวิต จิตใจของเขาย่อมเปี่ยมไปด้วยความสบายใจและความมั่นใจว่าได้ดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า ไม่เบียดเบียนผู้อื่น สิ่งนี้เองที่นำความสุขสงบมาสู่จิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ช่วงเวลาสิ้นชีวิตหรือวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่จิตใจของคนเราสั่นไหวและอ่อนไหวมากที่สุด หากในช่วงนั้นจิตใจหม่นหมอง เต็มไปด้วยความกลัว ความเสียใจ หรือความยึดติด ก็อาจทำให้จากไปอย่างไม่สงบ และส่งผลต่อภพภูมิที่ไป ทำให้ไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี ในทางกลับกัน ถ้าผู้ใดได้สั่งสมบุญไว้และหมั่นระลึกถึงบุญอยู่เสมอ ในยามใกล้ตาย จิตใจจะเกิดความปลื้มปีติ ไม่หวาดกลัว และมีสติระลึกถึงสิ่งดีงามที่ตนได้ทำไว้ ซึ่งพุทธศาสนาสอนว่า จิตสุดท้ายก่อนตาย มีอำนาจสำคัญต่อภพภูมิที่จะไปเกิดอย่างยิ่ง
ความสุขในเวลาสิ้นชีวิตจึงมิได้หมายถึงความสุขทางกายหรือความสะดวกสบายจากทรัพย์สมบัติภายนอก หากแต่เป็นความสุขทางใจ ซึ่งเกิดจากความปลอดโปร่ง เบาสบาย มั่นใจ และไม่หวาดกลัว เพราะได้พึ่งพิงบุญที่ตนเองสร้างไว้ตลอดชีวิต ความรู้สึกอิ่มใจในคุณธรรมของตนเช่นนี้เป็นเสมือนแสงสว่างในยามมืดมิด และเป็นพลังใจที่ทำให้จิตจากไปอย่างสงบ เป็นสุข และมีโอกาสไปสู่สุคติภูมิได้ในเบื้องหน้า
ดังนั้น การสร้างบุญจึงไม่เพียงแต่ให้ผลดีในชาตินี้เท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันของชีวิตในยามสุดท้ายอีกด้วย พุทธศาสนาสุภาษิตนี้เตือนใจให้คนเราไม่หลงลืมการทำความดี ไม่มุ่งแสวงหาเพียงทรัพย์สินหรือความสำเร็จภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไป ไม่มีสิ่งใดจะตามเราไปได้นอกจาก “บุญ” ที่เราได้กระทำไว้ บุญจึงเปรียบเสมือนเสบียงแห่งชีวิต ที่จะนำพาเราไปสู่ความสุขสงบทั้งในปัจจุบันและในเวลาสิ้นชีวิต.