สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก

สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก

สพฺพํ รฏฺฐํ สุขํ โหติ ราชา เจ โหติ ธมฺมิโก.

[คำอ่าน : สับ-พัง, รัด-ถัง, สุ-ขัง, โห-ติ, รา-ชา, เจ, โห-ติ, ทำ-มิ-โก]

“ถ้าพระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทั้งปวงก็เป็นสุข”

(องฺ.จตุกฺก. 21/99, ขุ.ชา.จตุกฺก. 27/152)

สุภาษิตนี้ เป็นหลักคำสอนที่เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของพระเจ้าแผ่นดินในระบบราชาธิปไตย พระราชาในที่นี้หมายถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติ ซึ่งมีหน้าที่ปกครองบ้านเมือง ดูแลประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของแผ่นดิน การเป็น “ผู้ทรงธรรม” หมายถึงการทรงประพฤติธรรมทั้งในทางส่วนพระองค์และในการปกครอง ได้แก่ ทศพิธราชธรรม และการคำนึงถึงประโยชน์ของราษฎรเป็นหลัก

เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงธรรม ทรงเป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรมและความเสียสละ ย่อมส่งผลดีต่อราษฎรทั่วแผ่นดิน เพราะพระมหากษัตริย์ที่ทรงตั้งมั่นในทศพิธราชธรรม ย่อมทรงใช้อำนาจในการปกครองอย่างเที่ยงธรรม ไม่เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ทรงเบียดเบียนผู้ใด และทรงเอาพระทัยใส่ในความทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ความรัก ความจงรักภักดี และความสงบสุขในบ้านเมือง

ในทางตรงข้าม หากพระราชาไม่ทรงดำรงอยู่ในธรรม ใช้อำนาจโดยขาดหลักเมตตาและยุติธรรม ก็จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนของราษฎร การใช้อำนาจอย่างลำเอียง หรือเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม จะก่อให้เกิดความแตกแยก ความไม่เป็นธรรม และความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน เมื่อราษฎรขาดที่พึ่ง ขาดศรัทธา และรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น “ธรรมะ” คือหัวใจของการเป็นพระมหากษัตริย์ที่แท้จริง เมื่อทรงยึดมั่นในความถูกต้องและความเมตตา ก็จะทรงเป็นที่รักและเคารพบูชาของประชาชนทั้งปวง ความสงบสุขของแผ่นดินจึงเริ่มต้นจากคุณธรรมของพระราชา และเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งข้าราชการและราษฎรประพฤติตนดีงามตามไปด้วย.