มา จ สาวชฺชมาคมา “อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย”
มา จ สาวชฺชมาคมา.
[คำอ่าน : มา, จะ, สา-วัด-ชะ-มา-คะ-มา]
“อย่ามาถึงกรรมอันมีโทษเลย”
(ส.ฉ.)
กรรมอันมีโทษ หมายถึง การกระทำที่นำไปสู่ผลเสียหรือความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า อกุศลกรรม หรือ บาปกรรม เป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่ดี และจะส่งผลให้จิตใจเศร้าหมอง เกิดทุกข์ในภายหลัง กรรมอันมีโทษนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ เรียกว่า ทุจริต 3 ได้แก่ กายทุจริต คือ การกระทำทางกายที่ไม่ดี เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม วจีทุจริต คือ การพูดไม่ดี เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด หยาบคาย หรือเพ้อเจ้อ และ มโนทุจริต คือ การคิดไม่ดี เช่น โลภอยากได้ของผู้อื่น พยาบาทปองร้าย และเห็นผิดจากคลองธรรม
เมื่อเราพิจารณาให้ดี จะเห็นว่า กรรมอันมีโทษเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุนำพาชีวิตไปสู่ความเดือดร้อน ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น คนที่ฆ่าผู้อื่นย่อมต้องหลบหนีความผิด ลักทรัพย์ก็ต้องอยู่ในความหวาดระแวง ผู้ที่พูดเท็จหรือคิดปองร้ายย่อมไม่มีใครไว้วางใจ จิตใจย่อมขุ่นมัวและไม่เป็นสุข กรรมเหล่านี้แม้ดูเหมือนเล็กน้อยในบางครั้ง แต่หากกระทำซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง ย่อมก่อเป็นนิสัยและส่งผลอย่างร้ายแรงในภายภาคหน้า
การที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น ถือเป็นโอกาสที่ประเสริฐและยากนักที่จะได้มา เพราะต้องอาศัยบุญและความดีที่ได้สั่งสมไว้ในอดีตชาติ มนุษย์เป็นภพภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างบุญ ทำความดี และฝึกฝนจิตใจให้พ้นทุกข์ได้ หากเราใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด เช่น การสร้างกรรมอันมีโทษ ก็เปรียบเหมือนคนที่ได้ของมีค่าแต่กลับใช้ไปในทางเสื่อม น่าเสียดายโอกาสอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ เราควรตระหนักว่า ชีวิตของเรานี้มีคุณค่าและไม่ควรนำไปใช้กับการสร้างกรรมที่เป็นบาป ความคิด คำพูด และการกระทำของเราทุกอย่างควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของเมตตา ความจริงใจ และสติรู้เท่าทัน หมั่นสังวรระวัง ไม่เผลอทำทุจริตในรูปแบบใด ๆ แม้เพียงเล็กน้อย เพราะผลของกรรม ย่อมสะสมและส่งผลตามแรงของการกระทำนั้นอย่างแน่นอน
การหลีกเลี่ยงกรรมอันมีโทษและหมั่นสร้างกรรมดี ไม่เพียงแต่จะทำให้ชีวิตมีความสงบสุขในชาตินี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับภพหน้าอีกด้วย เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว จึงควรใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการฝึกจิตใจให้มีศีล มีธรรม และมุ่งสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริง นั่นจึงจะเรียกว่าเราใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่าและไม่เสียเปล่า.