อิตฺถี มลํ พฺรหฺมจริยสฺส “สตรี เป็นมลทินของพรหมจรรย์”
อิตฺถี มลํ พฺรหฺมจริยสฺส.
[คำอ่าน : อิด-ถี, มะ-ลัง, พรำ-มะ-จะ-ริ-ยัด-สะ]
“สตรี เป็นมลทินของพรหมจรรย์”
(สํ.ส. 15/52, 59)
สตรี เป็นเพศที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะสตรีที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวย ผิวพรรณผุดผ่อง ยิ่งเป็นที่ดึงดูดสายตาและจิตใจของบุรุษทั้งหลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความงามของสตรีไม่เพียงแต่ปรากฏภายนอก แต่ยังสามารถเร้าความรู้สึกภายในจิตใจของผู้พบเห็นให้เกิดความหลงใหลใคร่รู้และต้องการใกล้ชิด
ด้วยธรรมชาติของบุรุษที่มีจิตใจโน้มเอียงต่อความพึงพอใจในเพศตรงข้าม ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะรู้สึกชื่นชมในความงามของสตรี แต่ในบางกรณี ความรู้สึกนี้อาจลุกลามไปจนกลายเป็นความหลงใหลที่ลึกซึ้ง ซึ่งอาจนำพาไปสู่ความยึดมั่นถือมั่นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จนไม่อาจควบคุมจิตใจให้อยู่ในความสงบได้
ในทางธรรม คำว่า “พรหมจรรย์” หมายถึง การประพฤติตนด้วยความบริสุทธิ์ มีเป้าหมายเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและพันธะของโลก การประพฤติพรหมจรรย์จึงมิใช่เพียงแค่การงดเว้นจากเพศสัมพันธ์เท่านั้น หากแต่รวมถึงการสำรวมระวังในจิตใจ ไม่ยินดีหรือยินร้ายในสิ่งที่ยั่วยวนอารมณ์ทั้งหลาย
เมื่อบุคคลยังมีใจพัวพันกับสตรี ยังใฝ่ในความงามหรืออารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับสตรีอยู่ ย่อมเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะสามารถรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ เพราะจิตที่ยังลุ่มหลงในรูป เสียง และอารมณ์ ย่อมนำไปสู่ความฟุ้งซ่าน ห่างไกลจากความสงบที่เป็นรากฐานของการหลุดพ้น
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า “สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์” ไม่ใช่ในแง่ของการตำหนิสตรีว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า หากจิตของบุรุษยังถูกครอบงำด้วยเสน่ห์ของสตรี ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ในความบริสุทธิ์ทางจิตใจได้อย่างแท้จริง การฝึกจิตให้เป็นอิสระจากความยึดมั่นนี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้มุ่งมั่นในการประพฤติพรหมจรรย์.