ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโน ว กุญฺชโร
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโน ว กุญฺชโร.
“จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น”
(ขุ.ธ. 25/58)
ทุคฺคา อุทฺธรถตฺตานํ ปงฺเก สนฺโน ว กุญฺชโร.
“จงถอนตนขึ้นจากหล่ม เหมือนช้างตกหล่มถอนตนขึ้นฉะนั้น”
(ขุ.ธ. 25/58)
ปฏิมํเสตมตฺตนา.
“จงพิจารณาตนด้วยตนเอง”
(ขุ.ธ. 25/66)
อตฺตนา โจทยตฺตานํ.
“จงเตือนตนด้วยตนเอง”
(ขุ.ธ. 25/66)
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ.
“ถ้าพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด ก็ควรทำตนฉันนั้น”
(ขุ.ธ. 25/36)
ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตเกฺลเสหิ ปณฺฑิโต.
“บัณฑิตพึงทำตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองจิต”
(สํ.มหา. 19/29, ขุ.ธ. 25/26)
อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ.
“ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก ก็ควรรักษาตนนั้นให้ดี”
(ขุ.ธ. 25/36)
โย รกฺขติ อตฺตานํ รกฺขิโต ตสฺส พาหิโร.
“ผู้ใดรักษาตนได้แล้ว ภายนอกของผู้นั้นก็เป็นอันรักษาด้วย”
(องฺ.ฉกฺก. 22/417)
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.
“ผู้มีตนฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งซึ่งหาได้ยาก”
(ขุ.ธ. 25/36)
อตฺตานํ ทมยนฺติ สุพฺพตา.
“ผู้ประพฤติดี ย่อมฝึกตน.”
(ขุ.ธ. 25/34)
อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.
“บัณฑิต ย่อมฝึกตน”
(ม.ม. 13/487, ขุ.ธ. 25/25, ขุ.เถร. 26/389)
อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา.
“มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด”
(ขุ.สุ. 25/339)
อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ.
“ตนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง”
(ขุ.ธ. 25/37, ขุ.มหา. 29/37, ขุ.จู. 30/116)
อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ.
“ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง”
(ขุ.ธ. 25/37, ขุ.มหา. 29/27, ขุ.จู. 30/116)
นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ.
“ความรักอื่น เสมอด้วยตน ไม่มี”
(สํ.ส. 15/9)
อตฺตา หิ ปรมํ ปิโย.
“ตนแล เป็นที่รักอย่างยิ่ง”
(องฺ. สตฺตก. 23/99)
อตฺตา หิ อตฺตโน คติ.
“ตนเทียว เป็นคติของตน.”
(ขุ.ธ. 25/66)
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ.
“ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน”
(ขุ.ธ. 25/36, 66)
อตฺตา สุทนฺโต ปุริสสฺส โชติ.
“ตนที่ฝึกดีแล้ว ย่อมเป็นแสงสว่างของบุรุษ”
สํ.ส. 15/248
อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม.
“ได้ยินว่า ตนแล ฝึกได้ยาก”
(ขุ.ธ. 25/36)
อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย.
“ชนะตนนั่นแหละเป็นดี”
(ขุ.ธ. 25/29)
สัมปชัญญะ มีลักษณะ 4 อย่าง คือ
1. สาตถกสัมปชัญญะ รู้ชัดว่ามีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์
2. สัปปายสัมปชัญญะ รู้ชัดว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
3. โคจรสัมปชัญญะ รู้ชัดในขอบเขตของสิ่งที่ทำ
4. อสัมโมหสัมปชัญญะ รู้ชัดตามเป็นจริงไม่หลงงมงาย
ธรรมมีอุปการะมาก 2 ประการ
1. สติ ความระลึกได้
2. สัมปชัญญะ ความรู้ตัวทั่วพร้อม
อติโลโภ หิ ปาปโก.
“ความละโมบ เป็นบาปแท้”
(วิ.ภิ. 3/96, ขุ.ชา.เอก. 27/44)
โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ.
“ความโลภ เป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย”
(สํ.ส. 15/59)
นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ.
“ไฟเสมอด้วยราคะ ไม่มี”
(ขุ.ธ. 25/42, 48)
อิจฺฉา นรํ ปริกสฺสติ.
“ความอยาก ย่อมเสือกไส ซึ่งนรชน”
(สํ.ส. 15/61)
อิจฺฉา หิ อนนฺตโคจรา.
“ความอยาก มีอารมณ์หาที่สุดมิได้เลย”
(ขุ.ชา.ทุก. 27/94)
อิจฺฉา โลกสฺมิ ทุชฺชหา.
“ความอยาก ละได้ยาก ในโลก”
(สํ.ส. 15/61)
นตฺถิ ตณฺหาสมา นที.
“แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ไม่มี”
(ขุ.ธ. 25/48)
นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ.
“ทุกข์อื่น ยิ่งกว่ากาม ย่อมไม่มี”
(ขุ.ชา.เอกาทสก. 27/315)