สุข 2 ประการ (หมวดที่ 1)
สุข 2 ประการ
1. กายิกสุข ความสุขที่ได้รับทางกาย
2. เจตสิกสุข ความสุขที่ได้รับทางใจ
สุข 2 ประการ
1. กายิกสุข ความสุขที่ได้รับทางกาย
2. เจตสิกสุข ความสุขที่ได้รับทางใจ
สมาธิ 2 ประการ
1. อุปจารสมาธิ สมาธิเฉียด ๆ
2. อัปปนาสมาธิ สมาธิอันแน่วแน่
สังขาร 2 ประการ
1. อุปาทินนกสังขาร สังขารมีใจครอง
2. อนุปาทินนกสังขาร สังขารไม่มีใจครอง
วิมุตติ 2 ประการ
1. เจโตวิมุตติ การหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งจิต
2. ปัญญาวิมุตติ การหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งปัญญา
รูป 2 ประการ
1. มหาภูตรูป สภาวะอันปรากฏได้เป็นใหญ่ๆ โตๆ
2. อุปาทายรูป รูปที่เป็นไปโดยอาศัยมหาภูตรูป
ปาพจน์ 2 ประการ
1. ธรรม คำสอนแสดงหลักความจริงที่ควรรู้
2. วินัย ข้อบัญญัติที่วางไว้เป็นหลักกำกับความประพฤติ
ปริเยสนา 2 ประการ
1. อริยปริเยสนา การแสวงหาอย่างประเสริฐ
2. อนริยปริเยสนา การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ
ปฏิสันถาร 2 ประการ
1. อามิสปฏิสันถาร การต้อนรับด้วยอามิส
2. ธัมมปฏิสันถาร การต้อนรับด้วยธรรม
บูชา 2 ประการ
1. อามิสบูชา การบูชาด้วยอามิส
2. ปฏิปัตติบูชา การบูชาด้วยการปฏิบัติตาม
นิพพาน 2 ประการ
1. สอุปาทิเสสนิพพาน สภาวะที่ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ
2. อนุปาทิเสสนิพพาน สภาวะที่ดับกิเลสและไม่มีเบญจขันธ์เหลือ
ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ มาลุวา สาลมิโวตฺถตํ กโรติ โส ตถตฺตานํ ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส.
ธรรม 2 ประการ
1. อุปาทินนธรรม ธรรมที่ถูกยึด
2. อนุปาทินนธรรม ธรรมที่ไม่ถูกยึด
ธรรม 2 ประการ
1. สังขตธรรม ธรรมอันปัจจัยปรุงแต่ง
2. อสังขตธรรม ธรรมอันปัจจัยไม่ได้ปรุงแต่ง
ธรรม 2 ประการ
1. โลกิยธรรม ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก
2. โลกุตรธรรม ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก
ธรรม 2 ประการ
1. รูปธรรม สภาวะอันเป็นรูป
2. อรูปธรรม สภาวะอันมิใช่รูป
นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฺฐิ เว ปรมา สรา.
เทศนา 2 ประการ
1. สมมติเทศนา เทศนาโดยสมมติ
2. ปรมัตถเทศนา เทศนาโดยปรมัตถ์
เทศนา 2 ประการ
1. ปุคคลาทิฏฐานา เทศนา การแสดงธรรมโดยการยกบุคคลขึ้นเป็นที่ตั้ง
2. ธัมมาทิฏฐานา เทศนา การแสดงธรรมโดยมีธรรมเป็นที่ตั้ง
ทิฏฐิ 2 ประการ
1. สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง
2. อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ
กาม 2 อย่าง
1. กิเลสกาม แปลว่า กิเลสเป็นเหตุใคร่
2. วัตถุกาม แปลว่า วัตถุอันน่าใคร่
กรรมฐาน 2 ประเภท
1. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายสงบใจ
2. วิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา
อริยบุคคล 2 ประเภท
1. พระเสขะ ผู้ยังต้องศึกษา
2. พระอเสขะ ผู้ไม่ต้องศึกษา
สุจริต คือ ความประพฤติดี หรือการทำความดีนั่นเอง แบ่งเป็น 3 อย่าง คือ การทำความดีทางกาย เรียกว่า กายสุจริต การทำความดีทางวาจา เรียกว่า วจีสุจริต และการทำความดีทางใจ เรียกว่า มโนสุจริต
ทุจริต คือ การประพฤติชั่ว หมายเอาความชั่วทางกาย 3 ประการ ที่เรียกว่า กายทุจริต ความชั่วทางวาจา 4 ประการ ที่เรียกว่า วจีทุจริต และความชั่วทางใจ 3 ประการ ที่เรียกว่า มโนทุจริต
กุศลกรรมบถ แปลว่า ทางแห่งกุศลกรรม ทางแห่งความดี หรือกรรมดีอันจะเป็นทางนำไปสู่สุคติ มี 10 ประการ แบ่งออกเป็นฝ่ายกายกรรม 3 ประการ ฝ่ายวจีกรรม 4 ประการ และฝ่ายมโนกรรม 3 ประการ
อกุศลกรรมบถ แปลว่า ทางแห่งอกุศลกรรม ทางแห่งความชั่ว หมายถึง สิ่งที่จะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ชั่วร้าย หรือความชั่วอันจะเป็นทางไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ หรือทุคติ มี 10 ประการ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ฝ่ายชั่ว
สุจริต แปลว่า ความประพฤติดี หมายถึง การทำความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันจะเป็นเหตุให้เกิดความสุขสงบร่มเย็นทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น มี 3 อย่าง
คำว่า “ทุจริต” แปลว่า ความประพฤติชั่ว คือความประพฤติที่เป็นบาปอกุศล ผิดศีลธรรม เป็นการกระทำที่ก่อทุกข์ก่อโทษให้แก่ตนเองและผู้อื่น มี 3 อย่าง
โอวาทของพระพุทธเจ้า หรือ พุทธโอวาท หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้า หมายเอาคำสอนที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ตรัสสอนเหล่าพุทธสาวก
พระพุทธเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ใครก็ตาม พระองค์มีหลักในการแสดงธรรมอยู่ 3 ประการ ซึ่งหลักทั้ง 3 ประการนี้เอง ทำให้พระองค์ได้รับการยอมรับนับถือจากผู้ที่ได้ฟังธรรมจากพระองค์