อัตถะ 3 ประการ (หมวดที่ 2)
อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ การบำเพ็ญประโยชน์ ผลที่มุ่งหมาย หรือจุดหมาย แบ่งประเภทตามบุคคลที่จะได้รับประโยชน์ มี 3 ประเภท
อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ การบำเพ็ญประโยชน์ ผลที่มุ่งหมาย หรือจุดหมาย แบ่งประเภทตามบุคคลที่จะได้รับประโยชน์ มี 3 ประเภท
อัตถะ แปลว่า ประโยชน์ ผลที่มุ่งหมาย จุดหมาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสั่งสอนพุทธบริษัททั้งหลาย ก็เพื่อให้พุทธบริษัทนั้นได้รับประโยชน์ 3 ประการ
อัคคิปาริจริยา แปลว่า ไฟที่ควรบำรุง หมายถึง บุคคลที่ควรบูชาด้วยใส่ใจบำรุงเลี้ยง และให้ความเคารพนับถือตามสมควรแก่ฐานะ มี 3 ประเภท
อัคคิ แปลว่า ไฟ หมายถึง กิเลสที่เปรียบเหมือนไฟ เพราะเผาลนจิตใจสรรพสัตว์ให้เร่าร้อนและแส่พร่านไป ไฟคือกิเลสนี้แบ่งเป็น 3 กอง
กุศลวิตก คือ ความตรึกที่เป็นกุศล ความนึกคิดที่ดี ความคิดที่เป็นไปในทางที่ดี เป็นความคิดที่ถูกทาง เป็นความนึกคิดที่นำพาไปสู่ความสุขความเจริญ มี 3 ประการ
อกุศลวิตก คือ ความตรึกที่เป็นอกุศล ความนึกคิดที่ไม่ดี เป็นความคิดที่ผิดทาง เป็นความคิดที่เป็นสาเหตุแห่งการกระทำความชั่วนานาประการ แบ่งเป็น 3 อย่าง
สามัญลักษณะ หรือ ไตรลักษณ์ คือ ลักษณะที่เสมอกันของสังขารทั้งหลาย อาการที่เป็นเครื่องกำหนดหมายให้รู้ถึงความจริงของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอย่างนั้นตามธรรมดาของมัน คือทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตกอยู่ในลักษณะเหล่านี้ทั้งหมด มี 3 ประการ
บุญกิริยาวัตถุ แปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือวิธีทำบุญ วิถีแห่งการทำบุญ ในพระไตรปิฎก ท่านจำแนกบุญกิริยาวัตถุไว้ 3 ประการ แต่พระอรรถกถาจารย์นำมาขยายให้มีความหลากหลายขึ้นเป็น 10 ประการ
บุญกิริยาวัตถุ แปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือ วิธีการทำบุญ วิธีที่ก่อให้เกิดบุญ เป็นการแนะนำช่องทางสำหรับการบำเพ็ญบุญกุศลในพุทธศาสนา ท่านจำแนกเป็น 3 อย่าง
อปัณณกปฏิปทา แปลว่า การปฏิบัติที่ไม่ผิด หมายถึง การปฏิบัติที่ไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นอริยะ เป็นหลักปฏิบัติที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำรงอยู่ในวิถีแห่งความรอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่มีผิดพลาด มี 3 ประการ
สัปปุริสบัญญัติ แปลว่า บัญญัติของสัตบุรุษ ข้อปฏิบัติที่สัตบุรุษวางเป็นแบบไว้หรือกล่าวสรรเสริญไว้ เป็นธรรมที่มีมาก่อนพุทธศาสนา เป็นข้อปฏิบัติที่บัณฑิตชนในยุคนั้นบัญญัติขึ้นและถือปฏิบัติสืบต่อกันมา และพระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญและทรงให้การรับรองไว้ มี 3 ประการ
กุศลมูล แปลว่า รากเหง้าของความดี หรือต้นตอแห่งความดี เป็นสาเหตุที่ทำให้คนสร้างคุณงามความดีละเว้นความชั่ว ท่านจำแนกไว้ 3 ประการ
โลภะ คือ ความอยากได้ หมายเอาความอยากได้ในทางที่ผิด อยากได้แล้วแสวงหาหรือไขว่คว้าเอามาในทางที่ผิดหรือด้วยวิธีที่ผิด เช่น อยากได้เงินแล้วไปปล้นหรือไปขโมยเอา ทุจริตคดโกงเอา ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแต่เป็นความชั่วที่เกิดจากความโลภอยากได้ทั้งนั้น
อริยบุคคล แปลว่า บุคคลผู้เป็นอริยะ หรือ บุคคลผู้ประเสริฐ ได้แก่ บุคคลผู้ข้ามพ้นความเป็นปุถุชนได้แล้ว บรรลุธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคขึ้นไป ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์
พระอรหันต์ 5 ประเภท
1. ปัญญาวิมุต ผู้หลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งปัญญา
2. อุภโตภาควิมุต ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน
3. เตวิชชะ ผู้ได้วิชชา 3
4. ฉฬภิญญะ ผู้ได้อภิญญา 6
5. ปฏิสัมภิทัปปัตตะ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา 4
พระอรหันต์ หมายถึง ผู้ห่างไกลจากกิเลส จัดเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในบรรดาพระอริยบุคคล 4 ประเภท พระอรหันต์นั้น ถือว่าเป็นผู้หมดกิเลสเหมือนกันทั้งหมด แต่จะมีคุณสมบัติหรือคุณพิเศษแตกต่างกันไปบ้าง ท่านแบ่งพระอรหันต์ออกเป็น 2 ประเภทบ้าง 4 ประเภทบ้าง 5 ประเภทบ้าง
พระอนาคามี 5 ประเภท
1. อันตราปรินิพพายี
2. อุปหัจจปรินิพพายี
3. อสังขารปรินิพพายี
4. สสังขารปรินิพพายี
5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี
โสดาบัน แปลว่า ผู้ถึงกระแส คือ ผู้เข้าถึงกระแสที่จะนำไปสู่พระนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลประเภทแรกใน 4 ประเภท สามารถละสังโยชน์ขั้นต่ำได้ 3 ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส
อริยบุคคล คือ บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้ที่เป็นอารยะในความหมายของพระพุทธศาสนา ถ้าจำแนกตามลักษณะขั้นตอนการบรรลุธรรมเป็นมรรค-ผล คือ มรรคสมังคี (ผู้พร้อมด้วยมรรค) และ ผลสมังคี (ผู้พร้อมด้วยผล) มี 8 ประเภท
อริยบุคคล 4 ประเภท
1. โสดาบัน ผู้ถึงกระแส
2. สกทาคามี ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว
3. อนาคามี ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก
4. อรหันต์ ผู้ห่างไกลจากกิเลส
สมาธิ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต อาการที่จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง แบ่งเป็นสมาธิในสมถะ หรือสมาธิที่เกิดจากการเจริญสมถกรรมฐาน อย่างหนึ่ง สมาธิในวิปัสสนา หรือสมาธิที่เกิดจากการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อย่างหนึ่ง
สมาธิ คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต สภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยู่ที่อารมณ์อันเดียว ไม่ฟุ้งซ่านหรือหวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก แบ่งประเภทตามระดับความตั้งมั่นแห่งจิตออกเป็น 2 ประเภทบ้าง 3 ประเภทบ้าง ในที่นี้จะกล่าวถึงสมาธิ 3 ประเภท
อุปาทายรูป คือ รูปอาศัย หมายถึง รูปที่เป็นไปโดยอาศัยมหาภูตรูป ได้แก่ คุณและอาการแห่งมหาภูตรูปนั่นเอง
มหาภูต (ภูตรูป) 4 ประการ
1. ปฐวีธาตุ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่
2. อาโปธาตุ สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม
3. เตโชธาตุ สภาวะที่ทำให้ร้อน
4. วาโยธาตุ สภาวะที่ทำให้สั่นไหว
ภาวนา 4 ประการ
1. กายภาวนา การพัฒนากาย
2. สีลภาวนา การอบรมศีล
3. จิตตภาวนา การพัฒนาจิต
4. ปัญญาภาวนา การพัฒนาปัญญา
กรรม 2 ประการ
1. อกุศลกรรม กรรมที่เป็นอกุศล
2. กุศลกรรม กรรมที่เป็นกุศล
สุทธิ 2 ประการ
1. ปริยายสุทธิ ความบริสุทธิ์บางส่วน
2. นิปปริยายสุทธิ ความบริสุทธิ์อย่างสิ้นเชิง
ทุกข์ 2 ประการ
1. สามิสทุกข์ ทุกข์อิงอามิส
2. นิรามิสทุกข์ ทุกข์ที่ไม่อิงอามิส
ทุกข์ 2 ประการ
1. กายิกทุกข์ ทุกข์ทางกาย
2. เจตสิกทุกข์ ทุกข์ทางใจ
สุข 2 ประการ
1. สามิสสุข ความสุขที่อิงอามิส
2. นิรามิสสุข ความสุขที่ไม่อิงอามิส