มิตรแท้ 4 ประเภท

มิตรแท้ หรือ สุหทมิตร คือ มิตรที่มีความจริงใจ มิตรมีจิตใจดี เป็นบุคคลที่ควรคบหาไว้เป็นมิตร มี 4 ประเภท

มิตรเทียม 4 ประเภท

มิตรเทียม หรือ มิตรปฏิรูปก์ คือ คนเทียมมิตร ไม่ใช่มิตรแท้ คนพวกนี้เหมือนจะเป็นเพื่อนแต่ก็ไม่ควรเรียกว่าเพื่อน เปรียบเหมือนศรัตรูที่อยู่ในร่างมิตร ไม่ควรคบ มี 4 ประเภท

สัมปรายิกัตถะ 4 ประการ

สัมปรายิกัตถะ หรือ สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า หรือ ธรรมที่เกื้อหนุนให้ได้ประโยชน์ในภายหน้าหรือภพหน้า มี 4 ประการ

ทิฏฐธัมมิกัตถะ 4 ประการ

ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือ ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขในขั้นต้น เป็นหลักปฏิบัติในการสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างฐานะที่มั่นคง มี 4 ประการ

อบายมุข 6 ประการ

อบายมุข 6 ประการ
1. ติดสุราและของมึนเมา
2. ชอบเที่ยวกลางคืน
3. ชอบเที่ยวดูการละเล่น
4. เกียจคร้านทำการงาน
5. คบคนชั่วเป็นมิตร
6. ติดการพนัน

อบายมุข 4 ประการ

อบายมุข แปลว่า ช่องทางของความเสื่อม ปากแห่งความเสื่อม หมายถึง ทางที่จะนำไปสู่ความพินาศ เหตุย่อยยับแห่งโภคทรัพย์ เป็นทางแห่งความเสื่อมทรัพย์สมบัติและเกียรติยศชื่อเสียง ผู้ใดประพฤติเข้า ย่อมถึงความวิบัติล่มจม ท่านจำแนกไว้ 4 ประการบ้าง 6 ประการบ้าง

กรรมกิเลส 4 ประการ

กรรมกิเลส แปลว่า กรรมเครื่องเศร้าหมอง หมายถึง การกระทำที่นำมาซึ่งทุกข์ เพราะเป็นกรรมที่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ผู้กระทำย่อมถูกสังคมติเตียนรังเกียจ มี 4 ประการ

ภพ 3 ประการ

ภพ คือ ภาวะชีวิตของสัตว์ หรือ โลกเป็นที่อยู่ของสัตว์ หมายถึง โลกอันเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ตามอำนาจของบุญและบาปที่ตนได้กระทำไว้ แบ่งเป็น 3 ประเภท

พุทธจริยา 3 ประการ

โลกัตถจริยา พระพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่โลก หมายถึง การบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระโลกนาถ คือ ที่พึ่งของชาวโลก เช่น ทรงบำเพ็ญพุทธกิจ 5 ประการเป็นประจำไม่มีว่างเว้น

ปิฎก 3 ประการ (ไตรปิฎก)

ปิฎก แปลว่า กระจาด ตระกร้า กระบุง สำหรับเก็บของหรือใส่ของ ซึ่งสามารถเอาของหลายอย่างมาใส่รวมกันไว้ได้ไม่ให้กระจัดกระจาย ในที่นี้ หมายถึง คัมภีร์ที่รวบรวมพระพุทธพจน์อันเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนาเข้าไว้เป็นหมวดหมู่ มีทั้งหมด 3 หมวด เรียกว่า พระไตรปิฎก

ปาฏิหาริย์ 3 ประการ

อิทธิปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์ การแสดงฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ หมายถึง การแสดงฤทธิ์ เช่น เหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน หายตัว แยกร่างเป็นหลาย ๆ ร่าง เป็นต้น

ปหาน 3 ประการ

วิกขัมภนปหาน แปลว่า การละด้วยการข่มไว้ การละด้วยการกดทับไว้ เป็นการละกิเลสของท่านผู้เจริญสมถกรรมฐานจนจิตตั้งมั่นเป็นอัปปนา บรรลุฌานขั้นใดขั้นหนึ่ง สามารถข่มนิวรณ์ไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในฌานนั้น แต่เมื่อออกจากฌานแล้วกิเลสคือนิวรณ์นั้นก็สามารถกำเริบขึ้นอีกได้

ปริญญา 3 ประการ

ปริญญา แปลว่า การกำหนดรู้ การทำความเข้าใจโดยครบถ้วน เป็นข้อปฏิบัติในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ที่จะนำไปสู่ความรู้แจ้งในสภาวธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ผู้เจริญวิปัสสนาต้องกำหนดรู้ขันธ์ 5 ตามหลักปริญญาทั้ง 3 ประการนี้ จึงจะสามารถบรรลุผลได้

ภาวนา 3 ประการ

ภาวนา แปลว่า การเจริญ หมายถึง การเจริญกรรมฐานหรือการฝึกสมาธิขั้นต่าง ๆ แบ่งตามระดับความละเอียดประณีต เป็น 3 ระดับ

นิมิต 3 ประการ

นิมิต แปลว่า เครื่องหมาย เครื่องกำหนด หมายถึง เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน หรือภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน เพื่อเป็นอุบายผูกจิตให้สงบตั้งมั่น แบ่งเป็น 3 ระดับ ตามความละเอียดของสมาธิ

ธรรมนิยาม 3 ประการ

ธรรมนิยาม แปลว่า กำหนดแห่งธรรมดา ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา หรือ กฎธรรมชาติ หมายถึง กฎธรรมชาติที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ สรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ล้วนต้องเป็นไปตามกฎนี้ มี 3 อย่าง

เทพ 3 ประเภท

เทพ แปลตามศัพท์ว่า เทพเจ้า หรือ เทวดา แต่ในที่นี้ กล่าวโดยความหมายโดยอ้อม หมายถึง ผู้รุ่งเรืองด้วยสิริเหนือกว่าบุคคลทั่วไป จำแนกเป็น 3 ประเภท

ทิฏฐิ 3 ประการ

ทิฏฐิ คือ ความเห็น ในที่นี้หมายเอามิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด ได้แก่ความเห็นที่ขัดกับหลักพุทธศาสนา ความเห็นที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง เป็นความเห็นที่ควรละเสีย มี 3 ประการ

ตัณหา 3 ประการ

กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม หมายถึง ความทะยานอยากในการแสวงหากามคุณทั้งห้า คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่าใคร่น่าพอใจมาสนองความต้องการของตนเอง เช่น ต้องการเห็นรูปที่สวยงาม ต้องการฟังเสียงที่ไพเราะ เป็นต้น ก็ดิ้นรนแสวงหาสิ่งเหล่านั้นมาสนองความต้องการของตนเอง

ญาณ 3 ประการ (หมวดที่ 2)

ญาณ แปลว่า ความรู้ ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ หมายถึง ปัญญาหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคลทำให้รู้แจ้งเห็นจริง ญาณในหมวดนี้หมายเอาความรู้แจ้งในอริยสัจ 4 มี 3 ประการ

ญาณ 3 ประการ (หมวดที่ 1)

ญาณ แปลว่า ความรู้ ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ หมายถึง ปัญญาหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคล ทำให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง มี 3 ประการ

ทวาร 6 ประการ

ทวาร 6 ประการ
1. จักขุทวาร ทวารคือตา
2. โสตทวาร ทวารคือหู
3. ฆานทวาร ทวารคือจมูก
4. ชิวหาทวาร ทวารคือลิ้น
5. กายทวาร ทวารคือกาย
6. มโนทวาร ทวารคือใจ

ทวาร 3 ประการ

ทวาร แปลว่า ประตู ทาง หรือช่องทาง มีความหมายเป็น 2 นัย คือ นัยที่ 1 หมายถึงช่องทางในการรับรู้อารมณ์ มี 6 อย่าง เรียกว่า ทวาร 6 นัยที่ 2 หมายถึงช่องทางในการทำกรรม มี 3 ทาง เรียกว่า ทวาร 3

กรรม 3 ประการ

กรรม คือ การกระทำ หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่วก็ตาม แบ่งตามทวารหรือช่องทางในการกระทำ มี 3 ประการ

อาสวะ 4 ประการ

อาสวะ คือ สภาวะอันหมักดองสันดาน สิ่งที่มอมเมาพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ จัดเป็นกิเลสอย่างละเอียด ปกติจะไม่แสดงตัวออกมา ต่อเมื่อประสบกับอารมณ์ที่น่าใคร่น่าพอใจจึงจะแสดงตัวออกมา ท่านจำแนกไว้ 3 ประการบ้าง 4 ประการบ้าง

อาสวะ 3 ประการ

อาสวะ คือ สภาวะอันหมักดองสันดาน สิ่งที่มอมเมาพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ จัดเป็นกิเลสอย่างละเอียด ปกติจะไม่แสดงตัวออกมา ต่อเมื่อประสบกับอารมณ์ที่น่าใคร่น่าพอใจจึงจะแสดงตัวออกมา มี 3 ประการ

อภิสังขาร 3 ประการ

อภิสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ หรือเจตนาที่เป็นตัวการในการกระทำ มี 3 ประการ

อนุตตริยะ 6 ประการ

อนุตตริยะ 6 ประการ
1. ทัสสนานุตตริยะ การเห็นอันยอดเยี่ยม
2. สวนานุตตริยะ การฟังอันยอดเยี่ยม
3. ลาภานุตตริยะ การได้อันยอดเยี่ยม
4. สิกขานุตตริยะ การศึกษาอันยอดเยี่ยม
5. ปาริจริยานุตตริยะ การบำรุงอันยอดเยี่ยม
6. อนุสสตานุตตริยะ การระลึกอันยอดเยี่ยม

อนุตตริยะ 3 ประการ

อนุตตริยะ แปลว่า ภาวะอันยอดเยี่ยม สิ่งที่ยอดเยี่ยม กล่าวถึงความเป็นเหตุเป็นผลที่สืบเนื่องกันของความรู้ การปฏิบัติ และผลที่ได้ อันยอดเยี่ยม มี 3 ประการ

อธิปไตย 3 ประการ

อธิปไตย หรือ อธิปเตยยะ แปลว่า ความเป็นใหญ่ หรือ ภาวะที่ถือเอาเป็นใหญ่ หมายถึง สิ่งที่ยึดถือเป็นสำคัญในการกระทำหรือการดำเนินชีวิต มี 3 ประการ คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธัมมาธิปไตย